วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำมันแพง....!!!!

น้ำมันแพง ขึ้นราคาทุกอาทิตย์ เพราะ...ปตท. ต้องมาก่อนประชาชน
         นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ ราคาเชื้อเพลิงทุกประเภทมีแต่ปรับขึ้น ไม่ยอมลง ราคาน้ำมันปรับขึ้น 11 ครั้ง หรือแพงขึ้นทุกสัปดาห์ รวมแล้วลิตรละ 5 บาทกว่า หรือประมาณ 16% สำหรับน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ลิตรละ 2.94 บาท หรือ 10% สำหรับน้ำมันดีเซล
          ส่วนแก๊สแอลพีจีที่ใช้ในภาคขนส่งเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 18.08 บาท เป็น 19.58 บาท จะขึ้นราคาอีก 75 สตางค์ ในวันที่ 16 มีนาคม เป็นกิโลกรัมละ 20.33 บาท หรือเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 2.25 บาท เท่าก้ับ 12.5% เอ็นจีวีจะขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 10 บาท จากเดิม 8.50 บาท เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.50 บาท หรือเท่ากับ 17.60%
          เมื่อน้ำมันแพง สินค้าทุกอย่างก็แพงขึ้นเป็นเงาตามตัว ตั้งแต่ข้างแกง สินค้าอุปโภคบริโภค และอีกไม่นาน ค่าแท็กซี่ ค่ารถเมล์ เรือด่วน ค่ารถทัวร์ รถตู้ ก็จะต้องแพงขึ้นยกแผง
          นี่คือ...ผลงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ชูนโยบายตอนหาเสียงว่า กระชากค่าครองชีพ ลดความเดือดร้อนของประชาชน
          ฝันร้ายของคนไทย เพิ่งจะเริ่มต้น เพราะราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีกเดือนละ 1 บาทต่อลิตร ติดต่อกันไปอีกอย่างน้อย 4 เดือน ซึ่งจะทำให้น้ำมันเบนซิน 91 มีราคาถึงลิตรละ 45 บาทในกลางปีนี้ค่อนข้างแน่ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลก็เช่นกันที่อาจจะต้องขึ้นไปอีกเดือนละ 60 สตา่งค์ต่อลิตร ติดต่อกันอีก 4-5 เดือน
         ราคาน้ำมันที่จะต้องแพงขึ้นทุกเดือนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย แต่เป็นผลมาจากนโยบายเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน สำหรับน้ำมันเบนซิน 91 ลิตรละ 6.70 บาท น้ำมันเบนซิน 95 ลิตรละ 7.50 บาท และน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท ซึ่งเป็นนโยบาย "ทำทันที" ของรัฐบาลนี้ หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
          คนไทยดีใจได้ใช้น้ำมันราคาถูกลงลิตรละ 6-7 บาทจนถึงป่านนี้ ไม่รู้่ว่า รู้ตัวกันหรือยังว่า ถูกรัฐบาลหลอก เพราะนโยบายงดเก็บเงินเข้ากองทุนนี้มีอายุแค่ 4 เดือนเท่านั้น พอขึ้นปีใหม่นโยบายนี้ก็ถูกล้มเลิกไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินลิตรละ 1 บาท ทุกเดือน และลิตรละ 60 สตางค์จากผู้ใช้น้ำมันดีเซล
         แม้รัฐบาลจะไม่ยอมประกาศให้ชัดเจนว่า จะเก็บเงินเข้ากองทุนไปอีกนานกี่เดือน แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเก็บให้เท่ากับที่เคยยกเลิกไป คือ ต้องเก็บจากน้ำมันเบนซิน ลิตรละ 6-7 บาท ซึ่งขณะนี้เก็บไปแล้วลิตรละ 2 บาท จะต้องเก็บเพิ่มอีก 1 บาท ในวันที่ 16 มีนาคมนั้น ส่วนน้ำมันดีเซลเพิ่งเก็บไปครั้งเดียวลิตรละ 60 สตางค์
         สำหรับน้ำมันดีเซลนอกจากจะต้องถูกเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มแล้ว ยังจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกลิตรละ 5 บาท เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยกเลิกภาษีสรรพสามิตเพื่อตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท มาตรการนี้หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลนี้มีมติให้ต่ออายุออกไปอีก 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ หากไม่มีการต่ออายุอีก เพราะการยกเว้นภาษีน้ำมันดีเซลทำให้กรมสรรพสามิตขาดรายได้ถึงเดือนละ 9 พันล้านบาทราคาน้ำมันดีเซลก็จะแพงขึ้นอีกลิตรละ 5 บาทแน่นอน อยู่ที่ว่า จะขึ้นทีเดียว หรือทยอยขึ้นครั้งละกี่บาทเท่านั้น
         เช่นเดียวกับ แก๊สแอลพีจี จะแพงขึ้นทุกเดือน เดือนละ 75 สตางค์ต่อหนึ่งกิโลกรัม จนถึงสิ้นปี หรือขึ้นไปเป็นกิโลกรัมละ 27 บาท ส่วนแก๊สเอ็นจีวี จะขึ้นไปอีกกิโลกรัมละ 50 สตางค์ต่อเดือนจนถึงสิ้นเดือนสิ้นปี หรือขึ้นไปเป็นกิโลกรัมละ 14.50 บาท
         การยกเลิืกการเก็บเงินเข้่ากองทุนน้ำมัน ทำให้เงินหายไปจากกองทุนฯ เดือนละ 6 พันล้านบาท แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลา 4 เดือน แต่ทำให้ฐานะเงินกองทุน ซึ่งก่อนจะยกเลิกการเก็บเงินมีเงินเหลืออยู่ 1 พันกว่าล้านบาท มีฐานะติดลบนับเป็นหมื่นล้านบาท จนต้องประกาศขยายกรอบเงินกู้เพื่อมาพยุงกองทุนจากเดิม 20,000 ล้านบาทเป็น 30,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้น้ำมันจะต้องถูกเก็บเงินเข้ากองทุนอีกหลายปี จนกว่าจะชำระหนี้หมด ดังนั้นที่ที่นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศว่า จะยกเลิกกองทุนน้ำมัีนในเดือนตุลาคมนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเลิกไปแล้ว หนี้ 30,000 ล้านบาทของกองทุนฯ ใครจะรับผิดชอบ การบอกว่าจะเลิกกองทุนฯ เป็นเพียงข้ออ้างที่จะขึ้นราคาแก๊สหุงต้มมากกว่า
         หากเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน หรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว คนไทยจะต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะรัฐบาลไม่มีเครื่องมือสำหรับพยุงราคาน้ำมันชั่วคราว เนื่องจากกองทุนน้ำมันได้ถูกทำลายไปแล้วด้วยฝีมือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
        ท่ามกลางภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาตลาดโลก และนโยบายของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่เคยแสดงทาทีเลยว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง พูดแต่คำว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะปรับโครงสร้างพลังงานทังระบบ
          คำว่า ปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ของนายอารักษ์ คือ ขึ้นราคาทุกอย่าง ทั้งน้ำมัน ก๊าซแอลพีจี เอ็นจีวี และกำลังจะขึ้นราคาแก๊สหุงต้มในครัวเรือนอีก ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดมีอยู่รายเดียว คือ ปตท. เพราะเป็นผู้ผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพียงรายเดียว
          ภาวะราคาน้ำมันและแก๊สที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี และจะแพงขึ้นทุก ๆเดือน หากคนไทยจะลองคิดดุให้ดีว่า ใครได้ ใครเสีย โดยไม่ติดอยู่ในกับดัก กลไกตลาด ก็จะเห็นได้ว่า รัฐบาลนี้ เลือกที่จะรักษาผลกำไรของ ปตท. มากกว่าดูแลชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน...... 

1 ความคิดเห็น:

  1. วันนี้ได้เข้ามาเยี่ยมชม..รู้สึกดีมาก...อยากบอกให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันนะ

    ตอบลบ